ไปดูพญานาค ที่อำเภอโพนพิสัย (ตอนที่ 1)


[ 15 ต.ค. 2547 ] - [ 19820 ] LINE it!

Case study
ไปดูพญานาค ที่อำเภอโพนพิสัย (ตอนที่ 1)
เรียบเรียงจากรายการโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา ทาง DMC
 
 
กราบนมัสการพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูง
 
    ลูก เป็นนักเรียนโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา  อยู่ที่ จังหวัดชัยภูมิ  ลูกได้ดูได้ฟังหลวงพ่อพูดคุยถึงประเทศลาว (สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว) และชาวลาว  ลูกมีความประทับใจและมีความซาบซึ้ง ในใจลึกๆมีความภาคภูมิใจในสายเลือดบรรพบุรุษของลูกเอง ที่เคยได้ยินได้ฟัง ปู่ ย่า ตา ยาย เล่าให้ฟังเมื่อครั้งยังเป็นเด็กตัวเล็กๆว่า  บรรพบุรุษของลูกข้างฝ่ายบิดา ได้อพยพมาจากนครหลวงพระบาง นครเวียงจันทน์ มาตั้งรกรากอยู่ภาคอีสานมาเป็นเวลา 200–300ปีมาแล้ว มีเชื้อสายเป็นระดับผู้นำ ซึ่งลูกก็ไม่ทราบรายละเอียดเพราะไม่ได้ซักถามอะไรมาก แต่ที่แน่ๆก็คือ ปู่ ย่า ตา ยาย จะพาลูกเข้าวัดตั้งแต่อายุได้ 4-5 ขวบ ลูกก็จะมีใจรัก ชอบวัด ชอบทำบุญ มาตั้งแต่จำความได้ และปฏิบัติมาตลอด และถ่ายทอดให้กับลูกๆทุกคน จนถึงปัจจุบันนี้ด้วย 
 
    เรื่องราวของพญานาค ลูกได้ยินได้ฟังมาจากบรรพบุรุษมานานมาก แต่แปลกที่ลูกไม่ค่อยจะใส่ใจเท่าใดนัก จนกระทั่งมาฮือฮากันในช่วง 10 กว่าปี ที่ผ่านมานี้  ยิ่งเมื่อลูกมาเข้าวัดปฏิบัติธรรมที่วัดพระธรรมกายลูกก็ลืมไปเลย  และเมื่อหลวงพ่อให้ความรู้เกี่ยวกับพญานาคผ่านจานดาวธรรม  ในโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา  เป็นการกระตุ้นให้ลูกนึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมาของลูกที่เกี่ยวกับพญานาค เมื่อประมาณ 4–5ปีผ่านมานี้ ลูกสาวคนเล็กของลูก  อยากจะเห็นบั้งไฟพญานาค ขอให้ลูกพาไปดู ลูกก็เลยแจ้งข่าวให้ลูกหลานที่อยู่ทาง อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ทราบ ลูกหลานก็ตอบสนองโดยจัดสถานที่ให้เป็นพิเศษ เพราะในวันออกพรรษานั้นผู้คนในเขตอำเภอโพนพิสัยมากมายล้นหลาม  เขาจึงไปจัดให้ที่วัดเก่าแก่แห่งหนึ่ง ในหมู่บ้านเปงจาน (ในขณะนั้นอยู่ในเขต อำเภอโพนพิสัย แต่ปัจจุบันอยู่ในเขตกิ่งอำเภอรัตนวาปี) วัดนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งโขง มองข้ามลำน้ำโขงไป ก็จะตรงกับวัดๆหนึ่งของประเทศลาว ซึ่งในวันนั้นทางฝั่งลาวก็รู้สึกจะจัดงานด้วย เพราะได้ยินเสียงเฮฮาข้ามโขงมาเป็นระยะๆ
 
    คืนนั้น พระจันทร์เต็มดวง  ลอยเด่น  เหนือลำน้ำโขง  สวยงามสะดุดตามาก อากาศเย็นสบาย ไม่มีเสียงรบกวน ไม่มีผู้คนพลุกพล่าน  เงียบสงบ พวกหลานๆและเพื่อนๆของเขา ก็แยกไปนั่งอีกวงหนึ่ง  ห่างจากที่ลูกและลูกสาวคนเล็กนั่งประมาณ 8–10วา 
 
    สถานที่ที่ลูกและลูกสาวนั่ง จะเป็นแหลมที่ยื่นออกไปในน้ำโขงประมาณ  2  วา  เพราะฉะนั้นข้างหน้าลูกคือ แม่น้ำโขง  ข้างซ้ายและขวา  คือ ส่วนเว้าของน้ำที่พัดพาตลิ่งทรุดไป ข้างหลังที่ลูกนั่ง คือ บริเวณวัดที่เงียบสงัด และมีต้นมะพร้าวขึ้นอยู่เรียงกัน 2 – 3 ต้น เป็นต้นมะพร้าวที่เก่าแก่และสูงมาก
 
    ลูกและคณะลูกหลานไปถึงบริเวณที่จัดเอาไว้ประมาณ 6 โมงเย็น  พอเวลาประมาณ 6 โมงครึ่ง พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าและขอบน้ำแล้ว อากาศก็เริ่มมืดสลัว  เวลาประมาณ 1 ทุ่ม  พระจันทร์เริ่มทอแสง    ส่องแสงกระทบลำน้ำโขงระยิบระยับสวยงามมาก เนื่องจากจุดที่ลูกอยู่ห่างไกลจากชุมชนมาก  ที่นั่นจึงเงียบสงบ  แต่จะได้ยินเสียงจากจุดอื่นๆ ทางฝั่งไทย โดยเฉพาะในเขตตัวอำเภอโพนพิสัย  เฮฮามาเป็นระยะๆว่า บั้งไฟพญานาคขึ้นแล้ว 5  ดวง...10  ดวง...ดังมาเรื่อยๆ  จนเป็นร้อยๆดวง เสียงนี้จะผ่านเครื่องขยายเสียงรายงานเป็นระยะๆ  และทางฝั่งลาว ก็มีการยิงพลุดังเป็นระยะๆเช่นกัน
 
    แต่ตรงจุดที่ลูกนั่ง พร้อมด้วยคณะลูกหลาน  เงียบสงบ  ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีบั้งไฟพญานาค ลูกก็เลยถามหลานๆว่า “ที่นี่ ทุกปีบั้งไฟขึ้นมากไหม” เขาก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “ขึ้นมาก แต่แปลกว่าทำไมปีนี้ไม่ขึ้นเลย” ลูกรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
 
    ลูกกับลูกสาวก็เลยนั่งสมาธิ ระลึกนึกถึงพญานาค โดยเฉพาะ ท่านคำโพธิราช ที่ลูกได้สร้างพระธรรมกายประจำตัวให้แล้ว และอธิษฐานว่า “หากว่าดวงไฟที่คนทั้งเมืองเข้าใจว่า เป็นดวงไฟบั้งไฟของพญานาคจริงๆแล้ว ขอให้ท่านได้แสดงให้เห็นด้วยเถอะ” อธิษฐานแล้วก็ยังไม่มีบั้งไฟเกิดขึ้น แต่เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นกับลูกและลูกสาว ซึ่งเราเห็นและรู้สึกเหมือนๆกัน  ท่ามกลางแสงจันทร์ที่เจิดจ้า ลำน้ำโขงที่ไหลเอื่อยๆ  สีของน้ำตามปกติจะไม่ใส  เหมือนน้ำในแม่น้ำทั่วไป แต่จะมีสีขุ่นๆเล็กน้อย ในคืนนั้น ท่ามกลางแสงจันทร์ ที่ไม่มีรัศมีของแสงไฟจากที่ใดที่จะส่องหรือสะท้อนลงในลำน้ำโขงเลย แต่ทำไม น้ำโขงในสายตาของเราสองคน จึงเห็นเป็นสีชมพูอ่อนๆ  สวยงามมาก  และคลื่นของน้ำก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้ามาหาเราช้าๆ ลูกเองก็ตะลึง แต่พยายามตั้งสติดู ใจจรดศูนย์กลางกาย  ออกจะหวั่นๆเหมือนกัน  ไม่กล้าบอกลูกสาว  ลูกสาวก็ไม่กล้าบอกแม่  ต่างคนต่างนิ่ง  สักพักหนึ่ง  ลำน้ำสีชมพูหายไป  กลายเป็นหมอกบางๆ ขึ้นมาแทนที่หมดทั้งลำน้ำ  และรอบๆตัวเรา ทั้งๆที่ยังลืมตา แต่ตัวเราเบาเหมือนลอยอยู่กลางเมฆหมอกนั้น รู้สึกสบายปนแปลกใจ นั่งคอยสังเกตต่อไปอีกว่าเมื่อไหร่ บั้งไฟพญานาคจะขึ้นมาให้ชมเป็นบุญตา  แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย  ลูกเริ่มหงุดหงิดอีกแล้ว จึงพูดดังๆขึ้นว่า “ถ้าไม่มีบั้งไฟเกิดขึ้น ฉันก็จะกลับแล้ว”  ลูกสาวบอกว่า “คอยอีก 10 นาที เถอะคุณแม่ ถ้าไม่มีเราก็กลับกัน”
 
    ลูกก็เลยนั่งลงอีก แบบไม่ยินดียินร้าย ครู่เดียวเท่านั้น  ลูกไฟ 2 ลูก จากลำน้ำโขงไม่ไกลจากที่เรานั่ง พุ่งผ่านเฉียดใบหน้าของลูกขึ้นไปถึงยอดมะพร้าวแล้วก็หายไป ลูกเห็นถนัดตา ดีใจมาก ดวงไฟเป็นสีชมพูอ่อนๆ รอบๆดวงไฟนั้น จะเป็นสีน้ำเงินอยู่วงนอกสว่างมาก สวยงามมาก ละเอียดอ่อน  นุ่มนวล  เย็นตา  บริเวณอากาศที่ดวงไฟผ่านไปนั้นพลอยสว่างไปด้วย ขึ้นมาสองลูกคู่กัน ขึ้นนิ่งๆ เงียบๆ ลูกยกมือไหว้อนุโมทนาบุญและขอบคุณพญานาค  และบอกกับท่านว่า “ลูกเชื่อแล้วว่าเป็นบั้งไฟพญานาคจริงๆ” เพราะสถานที่ตรงนั้นไม่มีใครไปทำอะไรอยู่เลย เป็นวัดร้างที่ดูน่ากลัวด้วยซ้ำไป ลูกสาวก็ชวนให้อยู่ดูต่ออีกสักนิดหนึ่ง 
 
    คราวนี้ลูกก็มองไปที่ฝั่งลาว  ยังมีเสียงเฮฮากันอยู่เป็นระยะๆ ตอนที่ยังมีแสงอาทิตย์อยู่ ทางฝั่งลาวเราก็จะมองเห็นทิวต้นมะพร้าว แต่ขณะนี้เวลาเกือบ 3 ทุ่มแล้ว  ทำไมจึงมองเห็นทิวมะพร้าวเป็นสีเขียว  ทั้งๆที่มีแต่แสงจันทร์  ลูกจ้องมองดู  ก็ยิ่งเห็นเขียวชัดเจนขึ้น แต่ไม่ใช่ทิวมะพร้าว  เป็นอะไรไม่ทราบที่เคลื่อนไหวได้  จากฝั่งลาว ค่อยๆเคลื่อนมาบนลำน้ำโขงที่กลายเป็นเมฆหมอกสีขาว ตอนนี้ลูกหายหงุดหงิด หายกลัวแล้ว ความที่อยากรู้อยากเห็นก็ดูต่อไปอีก สิ่งนั้นก็เคลื่อนที่ใกล้เข้ามา ใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น  จนเห็นชัดว่า เป็นเกล็ดสีเขียว มีหงอน และตาสีแดง พ้นจากผิวน้ำ ซึ่งเป็นผิวหมอก ประมาณ 1 วา ตอนนี้ลูกเกิดกลัวขึ้นมามาก ลุกขึ้นยืน ฉุดมือลูกสาวลุกขึ้น พร้อมกับตะโกนบอกหลานๆที่อยู่อีกวงหนึ่งว่า “กลับกันได้แล้ว” ลูกไม่กล้าพูดอะไร จนกระทั่งขึ้นรถกลับบ้าน จึงกล้าพูดคุยกับลูกสาว ซึ่งเธอก็เห็นเหมือนๆกับลูก
 
    ปีต่อมา ใครชวนลูกไปดูบั้งไฟพญานาค ลูกก็ไม่อยากไป เพราะกลัวว่า จะเห็นพญานาคด้วยตาเนื้ออีก แต่ทุกวันนี้ลูกรู้สึกเฉยๆ เพราะได้รับความรู้จากพระเดชพระคุณคุณครูไม่ใหญ่แล้ว
 
สำหรับคำถามมีดังนี้ค่ะ 
 
1.สถานที่ที่ลูกไปนั่งนั้น เกี่ยวพันกับนาคพิภพหรือไม่
 
2.ด้วยตาเนื้อ ที่ลูกและลูกสาวเห็นตรงกัน แม่น้ำโขงเปลี่ยนสีเป็นสีชมพู    เปลี่ยนเป็นหมอกบาง เป็นด้วยเหตุอันใด พญานาครับทราบถึงคำอธิษฐานของลูกหรือไม่ และทำไมจึงพ่นบั้งไฟให้เห็นเพียง 2  ดวงใหญ่เท่านั้น  และขึ้นสูงมาก เหตุการณ์นี้เกี่ยวพันกับท่านพญานาคคำโพธิราช หรือไม่
 
3.สิ่งที่ลูกเห็นสีเขียวใหญ่เท่ากับต้นเสาเคลื่อนไหวได้ มีเกล็ด มีหงอน มีตาสีแดง ใช่พญานาค หรือไม่ หรือลูกคิดไปเอง ถ้าใช่พญานาค ทำไมต้องทำให้ลูกเห็น เพราะที่ลูกอธิษฐานไม่ได้อยากเห็นเป็นพญานาค
 
4.ทำไม พญานาคจึงเลือกเวลาพ่นบั้งไฟในช่วงหัวค่ำ ไม่ทำในช่วงดึก หรือใกล้สว่าง
 
 
ฝันในฝัน
หลับตาฝันเป็นตุเป็นตะ ตื่นขึ้นมาหาว 1 ที
แล้วนำมาเล่าให้ฟังเป็นนิยายปรัมปรากัน นะจ๊ะ
 
1.สถานที่ลูกไปนั่งนั้น คือ ภายใต้แม่น้ำโขงเป็นเมืองบาดาล เป็นภพของพญานาคซึ่งกว้างใหญ่มาก
 
 
2.ลูกสองคนเห็นตรงกันด้วยตาเนื้อว่า แม่น้ำโขงเปลี่ยนสีเป็นสีชมพู เปลี่ยนเป็นหมอกบาง ด้วยอำนาจมนต์ของพญานาค ตามคำอธิษฐานของลูก ซึ่งพญานาครับทราบ จึงร่ายมนตร์เพื่อจะได้แสดงบั้งไฟพญานาค ให้ลูกสองคนดูเป็นพิเศษ เพราะบุญของลูกทั้งสอง
 
 
  • ที่ต้องร่ายมนตร์ให้ลูกดู เพราะเป็นบริเวณนอกพื้นที่จำศีลของเขาในปีนั้น และที่มาพ่นให้ดูนั้นเป็นระดับบริวาร ไม่ใช่ ท่านคำโพธิราช หรือ สุวรรณมธุรนาคราช
 
 
  • และนาคบริวารก็ต้องเลื้อยมาจากจุดที่จำศีล จึงต้องร่ายมนตร์ประกอบด้วยเพื่อให้ลูกสองคนสมหวัง
 
 
  • ที่เป็นสีชมพู คือบั้งไฟที่ออกมาจากปากพญานาค เมื่อกระกบกับอากาศข้างนอก จะมีสีน้ำเงินอยู่วงนอกสว่างมาก
 
 
  • ที่พ่นแค่ 2 ดวงใหญ่และขึ้นสูงมาก เพราะต้องเลื้อยออกมาจากเขตที่จำศีล จึงพ่นได้ไม่มากนัก
 
 
3. สิ่งที่ลูกเห็นสีเขียวใหญ่เท่ากับต้นเสาหรือต้นมะพร้าว เคลื่อนไหวได้มีเกล็ดสีเขียว มีหงอน มีตาสีแดง นั่นคือพญานาค แต่เป็นแค่บริวาร
 
 
  • แม้ลูกอธิษฐานจิตว่าไม่อยากเห็นตัวจริง แต่เขากลับทำให้เห็น เพราะเขาอยากแสดงตัวให้ลูกเห็นเป็นกรณีพิเศษ เพื่อที่ลูกจะได้ไปยืนยันให้ชาวโลกรู้ว่า พญานาคมีจริง
 
 
  • ซึ่งเขาอยากจะแสดงให้มากกว่านี้ แต่เห็นลูกกลัวก็เลยโชว์ตัวได้แค่นั้น และเขาก็รับทราบว่า ลูกอยากเห็นแค่บั้งไฟ ไม่ต้องการเห็นตัวจริง
 
 
4.การพ่นบั้งไฟของพญานาคนั้น เอาแน่ไม่ได้ว่าจะพ่นตอนหัวค่ำ หรือตอนดึก หรือใกล้สว่าง ขึ้นอยู่กับความพร้อมของพญานาค คือความปีติเต็มที่ในความเลื่อมใสพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
 
 
  • และความพร้อมของมนุษย์ ถ้ามนุษย์ไม่โหวกเหวกโวยวาย อึกทึกครึกโครม ไม่ดื่มสุราเมรัย ก็จะพ่นบั้งไฟเร็ว แต่ถ้าเอิกเกริกเฮฮามาก ดื่มสุราเมรัยมากก็จะพ่นช้า
 


Desktop Version Desktop Version    



บทความที่เกี่ยวข้อง
เจ้าเมืองไปเกิดเป็นพญานาคเจ้าเมืองไปเกิดเป็นพญานาค

นักบุญ - นักธุรกิจนักบุญ - นักธุรกิจ

สังขารดับ แต่ใจยังอาวรณ์สังขารดับ แต่ใจยังอาวรณ์



Home

อ่านธรรมะ

ธรรมะมาแรง

กรณีศึกษากฎแห่งกรรม