เปลี่ยนตัวเองใหม่ใครก็รัก


[ 3 ก.พ. 2557 ] - [ 17436 ] LINE it!

ทันโลก ทันธรรม

เปลี่ยนตัวเองใหม่ใครก็รัก
จากรายการทันโลก ทันธรรม ออกอากาศทางช่อง DMC
 

      การเป็นที่รักเป็นเรื่องสำคัญ คนที่ประสบความสำเร็จมักจะเป็นที่รักมากกว่าที่ชัง การเป็นที่รักเรื่องราวส่วนใหญ่มันอยู่ที่ตัวเรา ไม่อยู่ที่คนอื่น เพราว่าคนอื่นจะรักเราหรือไม่ถูกใจเรานั้น จริงแล้วมันก็เป็นภาพกระจกเงาที่จะสะท้อนให้คนอื่นเห็น คือตัวเราต้องน่ารักก่อนคนอื่นถึงจะรัก มีอยู่หลายเรื่องๆ ด้วยกัน ที่ทุกคนจำเป็นต้องประสบเหมือนกัน และเรื่องเหล่านั้นเราจะจัดการอย่างไร เช่น

วิธีจัดการกับอารมณ์ที่ทำให้ไม่น่ารัก

     1. ความโกรธ เป็นความพุ่งพรานที่เกินขึ้นเวลาเราไม่สบายใจหรือว่าเรามีเรื่องที่หงุดหงิด ไม่พอใจ ซึ่งในสถานการณ์โลกปัจจุบันต้องมีคนที่โกรธง่ายเป็นคนที่ไม่น่ารัก เราต้องทำความเข้าใจ และคิดดูให้ดีว่าเราโกรธเขาทำไม ถ้าเรามองอย่างเข้าใจ เขาอาจไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาทำให้เราโกรธ เรื่องของความโกรธเป็นเรื่องของการใช้พลังของจิตใจ

     2. ความอยากหรือความโลภ มีได้ 2 แบบ 1. เราอยากได้เยอะแต่เรามี มีเสร็จเราก็ซื้อ เราไม่มีก็อยากได้ อันนี้ก็เป็นปัญหาในตัวของเราเองและผู้อื่นคือมันเกิดความอยากขึ้นมาทำให้เกิดการไปเบียดเบียนเอาทรัพย์ของคนอื่นเขามาความน่ารักความไว้วางใจก็หมดไป  2. มีแต่ในขณะเดียวกันก็มีความอยากด้วย เกินความจำเป็นกับความต้องการเราต้องแยกแยะให้ออกว่าอะไรเป็นความจำเป็นและอะไรเป็นความต้องการ วิธีแก้ความอยากได้ทำให้เราเป็นทุกข์ถ้าเรามองเห็นว่าทุกอย่างไม่มีความเที่ยงแท้ ยั่งยืนและไม่แน่นอน ถ้าเป็นพวกอุปกรณ์ต่างๆ เช่น โทรศัพท์มือถืออุปกรณ์ไอที สองสามเดือนสีเดือนมันก็ตกรุ่นไป มันมีไว้เพื่อประโยชน์ของการใช้สอย ถ้าเราไปติดตามก็จะทำให้เกิดการสะสม และไม่เกิดความจำเป็น

      3. ความเหงา เราต้องมองตัวเองทุกคนเคยเหงาทั้งนั้น ทุกคนเคยว้าเหว่ทุกคนเคยเศร้า รู้สึกว่าตัวเองอยู่คนเดียวเราอาจขาดที่ปรึกษาที่ดีในเรื่องนั้นๆ เหมือนกับเราประสบอะไรเราต้องฝ่าฟันด้วยตัวเอง ไปปรึกษาใครก็ได้คำปรึกษาที่ไม่ถูกใจ ทำให้เรายิ่งเศร้าไปใหญ่ ยิ่งทำให้คุณค่าในตัวเองรถลงไปใหญ่ เลยทำให้เรารู้สึกว่าต้องต่อสู้ด้วยตัวเอง

      เพราะฉะนั้นอาการเหงา เศร้า เราอาจจะยังไม่เจอที่ปรึกษาที่ดี ถ้าเราหาที่ปรึกษาที่ดีไม่ได้ที่ปรึกษาอาจจะไม่ใช้บุคคลก็ได้อาจจะเป็นหนังสือธรรมดีๆ ลองกับไปหาหนังสือธรรมะลองอ่านดู เราอาจจะได้ความคิดใหม่ หรืออาจได้กัลยาณมิตร หรืออาจจะไปนั่งสมาธิ เพื่อให้จิตมันสงบลง แล้วก็กลับไปอ่านหนังสืออีกที อาจทำให้เรามองอะไรออกได้ ทำให้เราหลุดพ้นจากความเหงาได้ และสร้างกำลังใจให้กับตัวเองและไปดูผู้ที่ประสบความสำเร็จเขาก็ผ่านจุดที่ล้มเหลวกันทั้งนั้น ถ้าเราล้มเหลวแล้วเราบอกว่าเราไม่ลุกแล้วเราพอ คือเป็นความท้อแท้ เราก็ไม่เปิดโอกาสให้เราประสบความสำเร็จ ลองไปอ่านดูประวัติคนที่ประสบความสำเร็จจะต้องผ่านจุดนี้ไปทั้งนั้น เหมือนกับการเดินขึ้นบันไดที่จะต้องผ่านขั้นที่ 1 เพราะฉะนั้นถ้าเราเจอเรื่องที่ท้อแท้เราต้องไปหาธรรมะดีๆ และอย่าปรุงแต่งความทุกข์ให้มันเจริญเติบโต เกินเหตุไม่อย่างนั้น เราจะถูกทับถมด้วยความทุกข์

     4. ความฟุ้งซ่าน คนที่ฟุ้งซ่านคือคนที่จับหลักไม่ได้ไม่สามารถแยกแยะว่าเรื่องไหนเป็นยังไง แก่นของเรื่องเป็นยังไงเรียกว่าคิดจนความคิดมันพันกันไปหมดเลยก็เลยเป็นความคิดฟุ้งซ่าน บางคนก็ชอบคิดตามความฟุ้งซานบ้างครั้งฟุ้งจนไม่มีที่จะไป แต่กว่าจะไปถึงตรงนั้นก็น่ารำคาญมาก เพราะฉะนั้นหลักการที่จะแก้ไม่ให้เราฟุ้งซ่าน ลองนั่งจับหลักจับประเด็นดู ว่าประเด็นของเรื่องนั้นมันคืออะไร  ถ้าเรื่องไหนแยกแยะเชิงของการเปรียบเทียบได้ ในเชิงข้อดีข้อเสียเอามาจับใสตารางดู ตรงนี้ข้อดีเป็นอย่างนี้ ตรงนี้ข้อเสียเป็นอย่างนี้ เราอาจจะมองเห็นอะไรชัดขึ้น ถ้าอะไรมีความซับซ้อนมากกว่าที่จะแยกว่าอะไรเป็นข้อดีอะไรเป็นข้อเสีย เราอาจในวิธีการทำแผนที่ความคิด หรือที่เรียกว่า Mind Map เราก็จะเห็นกิ่งก้านสาขาของความคิด เราก็จะพบว่าจริงๆ แล้วเราไม่ได้ฟุ้งซ่าน เราเองเป็นคนไปจับมันฟุ้งเอง ถ้าเราแตกกิ่งก้านสาขาความคิดเราจะรู้ได้เลยว่าแต่ละอันมันจะมีความคิดเดียวของเขาอยู่ มีหลักการมีวิธีการมีรายละเอียดปีกย่อยมีผลรับต่างๆ ออกมา แล้วเราก็มองภาพของแผนภูมินั้นได้อย่างชัดเจน แยกแยะออกชัดเจน เวลาคิดอะไรเราก็จะมองเป็นเรื่องๆ ได้อย่างชัดเจน ถ้าเราคิดอย่างนั้นจะทำให้เราปล่อยว่างได้ง่าย และสามารถกำจัดความฟุ้งออกไป

      5. ความลังเลสงสัย จะพบมากในคนที่ยังไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตเพราะไม่แน่ใจว่าสิ่งนี้ทำไปแล้วจะดีหรือไม่ดีทุกคนล้วนแต่ลังเลทั้งนั้น ในภาวะนั้นเราอาจจะแยกแยะไม่ออกว่าสิ่งนั้นคืออะไร ดีอะไรไม่ดี อะไรบุญอะไรบาปอะไรถูกอะไรผิด บางครั้งคนพาลเราก็มองว่าเป็นบัณฑิตเราก็เลยเผลอไปคบคนพาล เลยลืมแยกแยะไปว่าหน้าตาของคนพาลลักษณะของคนพาลนี้เป็นอย่างไร มองเห็นแต่ว่าสังคมมันเป็นแบบนี้ มีคนมาแก้ปัญหาสังคมเราก็เข้าไปชวนเขา ลืมไปว่าคนนั้นเขามีลักษณะของคนพาลหรือป่าว หรือมีลักษณะของบัณฑิตเพราะฉะนั้นต้องแยกตรงนี้ให้ออกก่อน ได้ไปกราบเรียนถามหลวงพ่อทัตตชีโว พระราชภาวนาจารย์ วิ.  ซึ่งท่านให้คำแนะนำว่า คิดมากจะยากนานเวลามีเรื่องอะไรคนที่คิดลังเลสงสัยมักจะคิดๆ จนไม่ได้ทำท่านบอกว่า ให้ลงมือทำไปก่อนแล้วก็ถ้าเจอปัญหาอะไรค่อยแก้กันทีละจุด โดยสรุปคือเราต้องละทั้ง 5 นิสัยที่ทำให้เราไม่น่ารัก ความโกรธ ขี้โมโห ความโลภ อยากเกินไป ความหดหู่ เซื่องซึม ความฟุ้งซ่านดูน่ารำคาญและความขี้สงสัย
 

เทคนิคที่ทำให้เป็นคนน่ารัก

1. ยิ้ม

     เพราะว่าเขาเคยทำการสแกนสมอง ตอนที่เราทำงานอยู่ ตอนที่เรายิ้ม ตอนที่เราทำนู้น นี้ นั้น เขาพบว่าเรากินช็อกโกแลตไปชิ้นหนึ่ง ตรงสมองส่วนที่รับความสุขมันจะสว่างวาบขึ้นมาเลย การยิ้มทำให้คลึ่นของสมองส่วนที่รับความสุขมากกว่ากินช็อกโกแลต 2000 เท่า  เพราะฉะนั้นแค่เพียงยิ้มเท่านั้น ยิ้มให้ไปทั่วโลกเลยเพื่อที่จะกระตุ้นให้สมองสัมผัสตรงส่วนของความสุข แล้วจะเกิดกระแสอย่างหนึ่งออกมาจากในตัวของเรารู้สึกอบอุ่นคนอยากเข้าใกล้

2. ฟัง


     เปิดใจฟังดูว่าเขาอยากจะพูดอะไร ฟังก่อนอย่างพึงไปตัดสิน ฟังเขาให้จบก่อน ถึงแม้บางอย่างเราขัดหู เราอยากจะขัดเต็มที รองหัดฟังดูทั้งหมดดูสิ ฟังจนจบเลย และผู้ที่เรารับฟังเขาจะรู้สึกว่าเราให้คุณค่า ให้เกียรติกับเขา เขาก็อยากจะพูดคุยกับเรา

3. คุยเรื่องที่เขาอยากฟัง

 
     เวลาคุย คุยเรื่องที่เขาอยากฟัง ไม่ใช้คุยเรื่องที่เราอยากพูด เรื่องที่เราอยากพูดกับเรื่องที่เขาอยากฟังมันไม่ตรงกันการสนทนามันถึงล้มเหลว แต่ปัญหาเราไม่รู้ว่าเขาอยากฟังเรื่องอะไร เราต้องบอกให้เขาพูดก่อน แล้วเราก็แลกความเห็นลงไปเลย ก็เท่ากับว่าเราเบี่ยงให้เป็นบทสนทนาที่เขาสร้างขึ้นมาเอง เป็นเรื่องที่เขาใสใจเขาอยากให้เราคุยเรื่องนี้ เช่น ผู้หญิงเขาอยากให้คุณเรื่องความสัมพันธ์ แต่ผู้ชายอยากจะไปคุยเรื่องอื่นแล้ว มันก็เลยไม่ตรงกันสักที รองฟังผู้หญิงพูดแล้วเข้าไปในประเด็นนั้น วิเคราะห์ วิจารณ์เดียวก็เข้าไปในประเด็นนั้น

4. บุคลิกภาพ

 
      เรื่องของการแต่งกาย ความสะอาดผมเพรา กิริยามารยาท หน้าตา ถ้ามันหมดจดดูเรียบร้อย หนวดเครา อะไรต่างๆ เหล่านี้ ก็จะดูน่ารัก น่าเข้าใกล้ แค่ดูสุภาพ สะอาดเรียบร้อย ไม่จำเป็นจะต้องใช้ของหรู ของแพง

5. ความเคารพ

 
     คือสัมมาคารวะเป็นสมบัติอย่างยิ่งอันลำค่าของมนุษย์ ถ้าเรามีความสัมมาคารวะจะทำให้เราเป็นผู้มีความน่ารัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ที่อาวุโส ผู้ที่มีพระคุณ แต่ในขณะเดียวกันเราก็ไม่ควร  จะเรียกปฏิบัติเฉพาะ ผู้มีพระคุณกับผู้อาวุโส ความให้เกียรติผู้ที่มีอายุน้อยกว่า แล้วก็ผู้ที่ต่ำกว่าเรา หรือทำงานใต้เราด้วย เพราะว่าคนทุกคนย่อมปรารถนาที่จะได้รับเกียรติ ปรารถนาที่จะเป็นบุคคลที่สามารถที่จะยืนอยู่บนสังคมได้โดยไม่ถูกใครดูถูก ไม่ถูกใครดูหมิ่นดูแคลน เพราะฉะนั้นเราก็ไม่ควรไปทำกิริยาอย่างนั้น เราอยากได้อย่างไรเราก็ควรทำอย่างนั้นด้วย และเรายิ่งให้เกียรติเขาเรายิ่งเป็นผู้มีเกียรติ เกียรติของเราไม่ได้ลดลงเมื่อเราให้เกียรติคนอื่น

6. มีน้ำใจอาสา

 
    คือการมอบน้ำใจให้ผู้อื่นทำสิ่งต่างๆ โดยไม่คิดหวังสิ่งใดตอบแทน นี้คือว่าน่ารักอย่างที่สุดอย่างหนึ่งเลย ถึงแม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งของเล็กน้อย หรือกำลังกายเพียงเล็กน้อย คำพูดดีๆ เพียงที่จะทำให้เขามีกำลังใจมากขึ้น เท่านั้นก็มากมายมหาศาล 

7. ให้ความสำคัญกับบุคคลที่ได้คบหา

 
     ให้ความสำคัญขนาดที่เขารู้สึกว่า ขนาดเราตัวเล็กขนาดนี้เขายังจำชื่อเราได้  เรายังจำวันเกิดเขาได้ เรามีคำพูดดีให้เขา เห็นหน้ากันก็ทักแล้วอะไรอย่างนี้ นั้นคือสิ่งที่จะทำให้คนเทใจให้เรา

8. ความกตัญญู

 
     เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความน่ารัก ทั้งกตัญญูต่อพ่อ แม่ พี่น้อง ครูบาอาจารย์ ทุกคนที่เคยช่วยเหลือเรามาไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใคร

9. การยึดมั่นในความดีงาม แต่เพียงอย่างเดียว

 
       สรุป ถ้าคุณอยากที่จะเป็นคนน่ารัก ก็ต้องเพิ่มคุณค่าของตัวเองด้วยคุณงามความดี และมองเห็นคุณค่าของคนอื่นในสิ่งที่เป็นคุณงามความดีของเขา มีคำพูดที่ว่า ถ้าคุณสามารถรักตัวเองในสิ่งที่ตัวเองเป็น คุณก็สามารถรักคนอื่นในสิ่งที่คนอื่นเป็นและความรักก็จะกลับมาหาคุณ

เปลี่ยนตัวเองใหม่ใครก็รัก
โดย : พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ

       ใครก็ต้องการให้ตัวเองเป็นคนที่ใครก็รักกันทั้งนั้น ไปถึงไหนผู้คนที่อยู่รอบตัวเราเขารักเรา เขาพอใจเรา เราก็สบายใจถ้าเราปรับตัวเองให้มีคนรักเรามากขึ้น ให้คนที่ไม่ชอบเราน้อยลงไป เราน่าจะอยู่เป็นสุขมากขึ้น

หลักเรื่องทำตัวให้เป็นที่รัก สังคหวัตถุ 4 ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ คือ

1. ทาน
2. ปิยวาจา
3. อัตถจริยา
4. สมานัตตา


      แค่สี่ข้อนี้ถ้าเกิดทำได้เป็นที่รักของทุกคนแน่นอน เราจะไปศึกษาที่ใครกล่าวไว้ยังไงก็ตามแต่สุดท้าย หลังของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครอบคลุมและทันสมัยตลอดกาล เรื่องอื่นไปศึกษาถือว่าเป็นเครื่องเสริม เขาอาจจะเน้นจำแนกบางแง่ บางมุม เราเองจับหลักตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ จะทำให้เราเองเห็นต้นไม้ทั้งต้น หนังสือบางเล่มบางบทความเขาอาจขยาย ตรงกิ่งไม้ ใบไม้ ดอกไม้ ผลไม้ ก็แล้วแต่ เมื่อเราเห็นต้นไม้ทั้งต้นแล้ว เขาจะขยายตรงไหนเราก็จะเข้าใจต้นไม้ทั้งต้นได้ดีขึ้น ถ้าเกิดมองต้นไม้ทั้งต้นไม่ออก ไปนั่งหลงแต่กิ่ง ใบ ดอก มันเยอะรายละเอียดมันมากจนกระทั่งจำไม่หมด

สังคหวัตถุ 4

1. ทาน
     คือการที่เราเองเป็นคนมีน้ำใจ ไม่เห็นแก่ตัว ถามว่าคนมีน้ำใจคนอื่นชอบไหม ใครๆ ก็ชอบ ให้เราเรียกครบเราจะครบคนเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ หรือคนมีน้ำใจ ใครๆ ก็เรียกคนมีน้ำใจทั่งนั้น พร้อมกับความมีน้ำใจมันจะมีหลุมพรางอยู่ความรู้สึกว่าเป็นเจ้าคุณนายคุณ แล้วก็ไปข่มเขา รู้สึกตัวเองเหนือกว่ามนุษย์ แปลว่าเป็นผู้มีใจสูง คนเราไม่ชอบให้ใครมาข่ม ให้ต่ำลง เขาช่วยเราเป็นผู้มีน้ำใจกับเรา เราก็ดีใจ เราก็ชอบ แต่เมื่อไรที่เขาแถมอาการแบบข่มด้วยเราจะไม่ชอบทันทีเลย สิ่งที่เขาช่วยมารู้สึกว่าเหมือนหายไปไหนไม่รู้เลย

      เพราะฉะนั้นเราเองถ้าเกิดต้องการเป็นที่รักแล้วก็นอกจากมีน้ำใจช่วยคนอื่นเขาแล้ว จะต้องอย่าไปข่มเขา รู้จักให้เกียรติคนด้วย เห็นคุณค่าของคนเสมอกัน แม้เราช่วยเขาเราก็ตระหนักในคุณค่าในตัวของเขา ไม่ไปเกทับ อย่างนี้แล้วก็เราจะเป็นคนมีเสน่ห์ ไปถึงไหนก็มีคนชื่นชม แล้วเขาก็จะยกเราเอง เราเองไม่ต้องไปพยายามยกตัวเอง เขาจะยกเราขึ้นมาเอง แล้วการที่คนอื่นเขายกมันเซฟ ถ้ายกตัวเองเดียวมันจะตกลงมา แต่ถ้าคนอื่นยก ทุกคนยอยกช่วยกันละก็จะขึ้นไปแบบเย็นๆ สบายๆ แล้วเป็นที่ยอมรับกับทุกคน มีหลุมพรางอีกข้อหนึ่งเรื่องของทานก็คือ การช่วยคนต้องมีศีลปะ ถ้าใครมีถึงเราช่วยหมดทุกคนเลย เราก็แย่เหมือนกันบางที

      เพราะฉะนั้นจะช่วยแบบไหนให้พอดี ๆ ช่วยในสิ่งที่เขาต้องการ ช่วยในสิ่งที่เขาขอ ช่วยในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่ช่วยแบบหว่านไปทั่ว แบบหน้าใหญ่ใจโต ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ แล้วก็เท่าไรก็หมด เท่าไรก็ไม่พอ แล้วประโยชน์ก็เกิดขึ้นน้อย เพราะฉะนั้นการช่วยต้องรู้จักกำลังของเรา แล้วก็ศึกษาวิธีการช่วยให้เกิดประโยชน์มากที่สุดด้วย อย่างนี้จะได้ไม่กระทบตนเอง แล้วไม่กระทบคนอื่น คือไม่เดือดร้อนตนเองและเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นจริงๆ
 

2. ปิยวาจา
      คือคำพูดที่ไพเราะ จะเช็คยังไงว่าพูดไพเราะดุง่ายว่าพูดแล้วใจผู้ฟังสูงขึ้น เขาสบายใจมีความสุขใจนั้นเรียกว่าปิยวาจา ผม ครับ แล้วใช้วาจาเชือดเฉือน ให้เขาเองคับแคล้นใจนั้นยังไม่ใช่ปิยจาจา ต้องเป็นวาจาที่รื่นหูสบายใจ ใจผู้ฟังยกสูง นั้นคือปิยวาจา แม้บางทีสมัยก่อน สมัยพ่อขุนรามอาจจะเรียก กูๆ มึงๆ อันนั้นไม่ใช้ประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญคือการให้เกียรติพูดไปแล้วสื่อสารไปแล้ว ผู้ฟังผู้รับสารสบายใจ ใจเขายกสูงขึ้นอย่างนั้นโอเค พูดถึงเรื่องปิยวาจาคนมักจะนึกแต่เรื่องการพูดแต่ความจริงมันคลุมถึงการสนทนา เราพูดด้วยเราต้องฟังด้วย คนบางคนพูดเก่งแต่พูดไม่หยุดเลย คนอื่นบางทีเขารำคาญ บางทีที่เค้าก็อยากพูดเหมือนกัน การที่เราเองรู้จักฟังเป็น คนอื่นพูดเราฟังแล้วตั้งใจฟังจะทำให้เราเป็นคนมีเสน่ห์ แล้วเท่าที่มีโอกาสที่ได้พบกับผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ในแวดวงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแวดวงธุรกิจ แวดวงการเมืองก็ตาม พบอย่างนี้ว่า เป็นคนที่ตั้งใจฟัง เวลาคนอื่นพูดจะตั้งใจฟัง ตั้งใจจับประเด็นเนื้อหาจริงๆ ทำให้เขาเองได้สาระประโยชน์ จากเรื่องนั้น มองออกว่าผู้พูดมีเจตนายังไง ทั้งฟัง ทั้งมองสีหน้าผู้พูด นั้นจะดูออกเลยว่าผู้ที่มาเจตนาคืออะไร จริงใจขนาดไหน สาระคำพูดมีประโยชน์ ควรแก่การรับฟังแก่การนำไปปฏิบัติขนาดไหน แล้วก็ประเมินศักยภาพของผู้ที่พูดออกเลย ทำให้มองคนออกเลย การฟังอย่างตั้งใจมันให้ประโยชน์ขนาดนี้ คนเราพอพูดออกไปแล้วคนอื่นเขาฟัง จะมีความรู้สึกว่าคนที่เขาฟังเราอย่างตั้งใจ เขาน่ารักมากเลยมีเสน่ห์มากเลย เพราะฉะนั้นอานุภาพของการฟังจริงๆ แล้วไม่ได้น้อยกว่าการพูดเลย จะมีปิยวาจาได้จะต้องสื่อสารเป็น พูดออกไปก็พูดเป็น แล้วก็ฟังเป็น อย่างนี้จะเป็นที่รัก

3. อัตถจริยา

      โดยทั่วไปจะแปลว่า ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับบุคคลอื่น นัยยะที่แฝงไว้ที่อยากให้เราเองให้ความสำคัญว่า เราจะทำประโยชน์ให้กับคนอื่นได้ ตัวเราต้องเป็นคนที่มีประโยชน์ก่อน เราจะเป็นคนมีประโยชน์เราต้องมีอิทธิบาท 4 ฉันทะ เต็มใจทำ วิริยะ มีความพากเพียร  จิตตะ มีใจจดจอ แล้วก็มีวิมังสา คือความเข้าใจในธรรม นี้คือการพัฒนาศักยภาพของเราโดยตรง

      เพราะฉะนั้นคนที่ต้องการเป็นคนมีเสน่ห์ ต้องเป็นคนมีความรู้ความสามารถ อย่าว่าแต่อื่นไกล สามีภรรยา จะครองชีวิตคู่ ฝากชีวิตไว้แก่กัน จะมีเสน่ห์ผูกมัดใจอีกฝ่ายได้ดี ต้องมีความรู้ความสามารถ ถามว่าแม่บ้านแต่งตัวสวยๆ ต่อให้หน้าตาดี แต่ว่างานบ้านไม่ดูแลเลย กลับข้าวทำไม่เป็น การดูแลลูกต่างๆ ทำไม่เป็นเลย มีอย่างเดียวคือแต่งตัวสวยๆ เสน่ห์จะอยู่นานไหม ตอบได้เลยว่าไม่ยั่งยืน พ่อบ้านแต่งตัวหล่อ พูดจาเอาใจเก่ง แต่เป็นคนที่ไม่รับผิดชอบครอบครัว ไม่มีความสามารถในการทำงาน หาเลี้ยงครอบครัวไม่ได้ แถมบางทีไปเล่นการพนัน กินเหล้า เที่ยวกลางคืน ถามว่าพ่อบ้านอย่างนี้จะมีเสน่ห์ อยู่ได้นานไหม ไม่นานหรอก จะไม่เป็นที่รักแม่แต่ของภรรยาตัวเอง รู้สึกว่าพึงไม่ได้
 
      เพราะฉะนั้นทุกคนจะอยู่ในสังคมได้ก็แล้วแต่เราจะเป็นที่รักได้เราต้องทำตัวเราเองให้เป็นคนมีความรู้ความสามารถ ให้เป็นคนมีประโยชน์ ซึ่งตรงนี้ขอฝากไว้ ประเด็นหนึ่งคือว่า เราจะพัฒนาความรู้ความสามารถเราเองได้แล้วเป็นคนมีประโยชน์ได้ ขอให้ปรับการดำเนินชีวิตของเรา บางคนมีความรู้สึกว่าอยากที่จะพัฒนาตัวเอง ไม่ได้มุ่งให้เขารักหรอก เพื่อจะประสบความสำเร็จในชีวิตเท่านั้นเอง เป็นตัวหลังเรื่องเขารักหรือไม่รักเป็นประเด็นรอง ตั้งใจทำไม่ได้สักที เพราะอะไร เพราะยังไม่ได้ปรับการใช้ชีวิตของตัวเอง วิถีการใช้ชีวิตเป็นอย่างไรเอ่ย ตั้งแต่ปรับสิ่งแวดล้อมเลย ดุแลสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราให้ดี เช่าห้องที่เราอยู่เอาให้สะอาด จัดข้าวของให้เรียบร้อย พื้นถูให้เอี่ยมทุกอย่างรอบตัวเราเอาให้เรียบ เริ่มจากห้องนอน ห้องนั่งเล่นในบ้านของเรา รวมไปถึงโต๊ะทำงานในที่ทำงานของเราปฏิรูปใหม่หมดเลย ของอะไรไม่ได้ใช้ 5 ปี 6 ปี เคลียร์ให้หมด ชีวิตของเราจะได้เป็นระเบียบ พอปรับสิ่งแวดล้อมเสร็จ ตารางเวลาในแต่ละวัน เวลาตื่น เวลานอน เวลางาน เวลาออกกำลังกาย เวลาพักผ่อน ทุกอย่างจัดให้ลงล็อคแล้วกัดฟันทำให้ได้จริงๆ อย่างน้อย 7 วันแรก แพทเทิร์นจะค่อยๆ เคลื่อนไป ผ่าน 21 วันแล้วก็ ก็จะเริ่มเกิดเป็นแพทเทิร์นใหม่ เป็นนิสัยใหม่ ในการดำเนินชีวิตของเรา ตรงนี้แหละแพทเทิร์นที่ผ่านการไตร่ตรองอย่างดีแล้ว จะทำให้เราเองเป็นคนที่มีความกระตือรือร้นในการทำงาน แบบเหงามันจะหายไป ความกระตือรือร้นไฟมันจะเกิดขึ้น แล้วเราจะสามารถพัฒนาศักยภาพของเรา ศึกษาเรียนรู้ต่างๆ ได้ตลอดชีวิต กลายเป็นคนที่มีความสามารถ คนมีประโยชน์ นั้นคือสามารถทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับผู้คนรอบข้างได้เราก็กลายเป็นคนที่มีอัตถจริยาเป็นเสน่ห์เป็นที่รักอีกอย่างขึ้นมา

 4. สมานัตตตา


       ทั่วไปจะแปลว่าการวางตน สม่ำเสมอ การวางตนเหมาะสม ซึ่งก็ถูกต้อง แต่แถมในเชิงปฏิบัตินิดหนึ่งว่า ต้องเป็นคนที่เฟรนลี่ เข้าใกล้ง่าย รู้สึกว่าใครเข้าใกล้แล้วสบายใจ ไปเข้าหาคนอื่นก็นอบน้อมถ่อมตน ใครก็รัก ผู้ใหญ่ก็เมตตาผู้น้อยก็เคารพ รู้สึกสบายใจ พบง่ายคุยง่าย ทำอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่ว่าวันนี้พบง่าย พรุ่งนี้หน้ายักษ์ คนก็วางตัวไม่ถูกปรับใจไม่ทัน ต้องคอยดูสีหน้าว่าจะเป็นยังไง เขาก็อึดอัด เสน่ห์ก็ลดลง ต้องเป็นคนเฟรนลี่ แล้วก็สม่ำเสมอ วางตัวเหมาสมกับฐานะบทบาทของตัวเอง  นี้คือมีสมานัตตตา
 
 
ตั้งใจปรับทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และสมานัตตตา ได้แล้วก็เราจะเป็นคนใหม่ที่เป็นที่รักของทุกคน

รับชมวิดีโอ
 

รับชมคลิปวิดีโอเปลี่ยนตัวเองใหม่ใครก็รัก
ชมวิดีโอเปลี่ยนตัวเองใหม่ใครก็รัก   Download ธรรมะเปลี่ยนตัวเองใหม่ใครก็รัก
 



Desktop Version Desktop Version    



บทความที่เกี่ยวข้อง
ธรรมะคู่ชีวิตธรรมะคู่ชีวิต

เหตุแห่งความมีอายุยืนเหตุแห่งความมีอายุยืน

รับมือกับตัวป่วนที่ทำงานรับมือกับตัวป่วนที่ทำงาน



Home

อ่านธรรมะ

ธรรมะมาแรง

Review รายการ