พระพุทธศาสนากับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์


[ 17 ส.ค. 2561 ] - [ 2274 ] LINE it!

พระพุทธศาสนากับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์
เรื่อง : พระครูปลัดสุวัฒนโพธิคุณ (สมชาย ฐานวุฑฺโฒ)
จากรายการนานาเทศนา ออกอากาศทางช่อง DMC

 
          วิทยาศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่มีผลต่อมนุษยชาติทั้งโลก และบ่งชี้ถึงอนาคตของโลกใบนี้ หลักการทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นพื้นฐานให้กับนักวิทยาศาสตร์ คือ สังเกต ตั้งสมมติฐาน ทดลอง หาข้อสรุป จนสามารถสร้างและผลิตคิดค้นสิ่งใหม่ รวมถึงหาคำตอบให้กับโลกใบนี้ แต่วิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถตอบคำถามได้ทุกสิ่ง ยังมีอีกหลายสิ่งที่วิทยาศาสตร์ยังเข้าไปไม่ถึง ความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์กับพุทธศาสนา 2 สิ่งนี้จะทำให้เราค้นพบความจริงอะไรบางอย่าง เพื่อให้เราใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ได้อย่างมีความสุข
 
ความเห็นไอน์สไตน์ ต่อคำสอนพุทธศาสนา

 
          นักวิทยาศาสตร์ ที่ถูกยอมรับว่าฉลาดที่สุดในโลกในรอบ 100 ปีที่ผ่านมา คือ ไอน์สไตน์ ซึ่งเกิดศาสนาอื่น ในประเทศเยอรมัน เชื่อสายยิว เมื่อไอน์สไตน์มาศึกษาคำสอนของพุทธศาสนา ได้เขียนถึงพุทธศาสนา ว่า “ศาสนาแห่งอนาคตจะเป็นศาสนาแห่งจักรวาล (Cosmic Religion) เป็นศาสนาที่ตั้งอยู่บนประสบการณ์ (คือ ปฏิบัติและเข้าถึงได้ด้วยประสบการณ์ตัวเอง) ซึ่งปฏิเสธความเชื่อที่ไร้ข้อพิสูจน์  หากมีศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ที่พอจะรับมือกับความต้องการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific needs) ศาสนานั้นคือศาสนาพุทธ” 
 
ความตื่นตัวในการศึกษาพุทธศาสนา

 
           ปัจจุบันพบว่าความตื่นตัวในการศึกษาพุทธศาสนามีสูงมากในโลกตะวันตก ทั้งในยุโรปและอเมริกา มีคนอเมริกาที่ศึกษาพุทธศาสนาจนเปลี่ยนมานับถือพุทธศาสนาเต็มตัว(คนผิวขาวที่นับถือศาสนาอื่น)มีหลายแสนคน และมีหลายสิบล้านคนที่ลงมือฝึกสมาธิทุกวันแต่ยังไม่ได้เปลี่ยนศาสนา หนังสือพุทธศาสนายังได้รับความนิยม ร้านหนังสือขนาดใหญ่จะต้องมีมุมหนังสือพุทธศาสนา 
          เนื่องจากคำสอนของพระพุทธเจ้าเอามาใช้ในชีวิตได้จริง เช่น คำสอนที่เกี่ยวข้องกับความเป็นไปของโลก เคยมีผู้ถามพระพุทธเจ้าว่าอะตอม(ปรมาณู) มีขนาดเท่าไร  พระพุทธเจ้าท่านตรัสตอบว่า เอาเมล็ดข้าวสารมาแบ่งไปเรื่อยๆ ได้ประมาณ 1 ใน 82 ล้านส่วนของเมล็ดข้าวสารคือขนาด 1 ปรมาณู ในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า ขนาดอะตอมวัดด้วยหน่วยอังสตรอม โดย 1 อังสตรอม เท่ากับ 1 ใน 100 ล้านส่วนของขนาด 1 เซนติเมตร ถ้าเมล็ดข้าวสารยาวประมาณ 8 มิลลิเมตร คือ 1 อังสตรอม แล้วพระพุทธเจ้ารู้ได้อย่างไร มีหลักฐานที่บันทึกในใบลานเป็นพันปี นอกจากนั้นพระพุทธเจ้ายังตรัสเกี่ยวกับโลกนี้ว่า พระองค์เห็นโลกใบนี้ ประดุจมะขามป้อมบนฝ่ามือ ในขณะที่ยุคตะวันตกที่คิดว่าโลกแบน และพระองค์ยังบอกอีกว่าจักรวาล มีเป็นอนันตจักรวาล (จักรวาลคือกาแล็กซี่) เมื่อ 400 ปีที่แล้ว กาลิเลโอค้นพบกาแลกซี่ทางช้างเผือก แล้วคิดว่ามีอยู่กาแลกซี่เดียว ในปัจจุบันมีการค้นพบว่ามี 100,000 ล้าน กาแลกซี่ สิ่งเหล่านี้เป็นการพิสูจน์ทางอ้อมว่า ปัญญาตรัสรู้ธรรม ญาณทัสสนะมีจริง พระองค์ทำสมาธิแล้วไปเห็นความจริงของโลกและชีวิตด้วยอำนาจแห่งญาณทัสสนะ
 
พระองค์ได้ตรัสไว้อย่างไร ในเรื่องที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ 
 
 
นิยามทั้ง 5 เป็นกฎที่ควบคุมทุสรรพสิ่งในจักรวาล กล่าวไว้ในคัมภีร์พุทธศาสนา

1. พีชนิยาม (Biological Laws) หรือชีววิทยา เป็นกฎที่ว่าด้วยสิ่งมีชีวิตทั้งหมด 

2. อุตุนิยาม (Physical and Chemical Laws) เป็นกฎที่ว่าด้วยฟิสิกส์และเคมี ใช้ในการสร้างวัตถุต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์

3. จิตตนิยาม (Psychic Law) กฎว่าด้วยเรื่องของจิตใจ นักวิทยาศาสตร์ศึกษาการทำงานของใจ แต่ไม่เคยเห็นว่าใจเป็นอย่างไร ใจของมนุษย์เป็นลักษณะดวงใส อยู่ในบ่อน้ำเลี้ยงของใจ เห็นได้ด้วยการทำสมาธิ มีบุญและบาปหล่อเลี้ยงใจ เรื่องของใจส่งผลทางกาย คนที่เข้าใจวิทยาศาสตร์ทางใจผ่านการนั่งสมาธิจะรู้วาระจิตได้ คนที่รู้การทำงานของใจ จึงสามารถไปดูว่าใจของคนอื่นคิดอะไรได้ เช่น ระลึกชาติได้  หากเรายืนอยู่กลางแจ้ง ในฤดูหนาวฟ้าโปร่ง เราเห็นดาวกับตา ถามว่าดาวที่เราเห็นกับตามีจริงหรือไม่ คำตอบคือไม่แน่ เพราะดาวที่เราเห็นส่วนใหญ่คือดาวฤกษ์ และดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้โลกที่สุด ยกเว้นดวงอาทิตย์ อยู่ห่างจากโลกประมาณ 3 ปีแสงกว่าๆ แสงจากดาวดวงนั้นวิ่งมาถึงโลกใช้เวลา 3 ปีกว่าๆ เราเห็นประกายขึ้นมา เป็นการระเบิดของดาวดวงนั้นเมื่อ 3 ปีที่แล้ว แต่ภาพจากเหตุการณ์นั้นแสงเพิ่งมาถึงตาเรา แล้วดาวบางดวงห่างจากโลก 100 ปีแสง 1,000 ปีแสง เป็นต้นปัจจุบันดาวดวงนั้นอาจยุบตัวกลายเป็นดาวนิวตรอน หรือกลายเป็นหลุมดำ แต่เหตุการณ์นั้นยังมาไม่ถึงเรา ดังนั้นที่เราเห็นบนฟ้าทั้งหมดคือ อดีตหมดเลย ทุกอย่างที่เกิดขึ้น แสงจะเดินทางไป ขอแต่เพียงเราสามารถเดินทางไปดักข้างหน้า ด้วยระยะทางที่แสงเดินทาง 100 ปี เราจะเห็นเหตุการณ์เมื่อ 100 ปีที่แล้ว แล้วอะไรเร็วกว่าแสง  มีอย่างเดียวคือ ใจของคน แต่ต้องเป็นใจที่ฝึกดีแล้ว ตั้งมั่น เป็นสมาธิจะสามารถเห็นได้ การระลึกชาติยังมีรายละเอียดอีกมาก จะเห็นได้ว่า สิ่งที่เหลือเชื่อ เป็นไปไม่ได้ ที่เราคิดว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะเรายังไม่เข้าใจ แต่พอศึกษารายละเอียดแล้วก็พบว่าเป็นไปได้ การทำงานของใจซับซ้อนมากซึ่งทั้งหมดอยู่ในจิตตนิยาม

4. กรรมนิยาม (Law of Kamma) กฎแห่งกรรม คนเราตายแล้วมีการเวียนว่าย ตาย เกิด หากทำดีจะไปเกิดในสุขคติโลกสวรรค์ หากทำบาปจะเกิดในอบายภูมิเป็น สัตว์ เปรต อสูรกาย ตกนรก หมดกรรมมาเกิดเป็นคนใหม่ ทำดีขึ้นสวรรค์ หมดบุญมาเกิดเป็นมนุษย์ ทำบาปตกนรก  หมุนไปเวียนมาในวัฏสงสาร นี้คือกฎแห่งกรรม สิ่งนี้นักวิทยาศาสตร์ไม่รู้ ไม่รู้จะเอาเครื่องมืออะไรไปวัด เพราะหาไม่เจอ แล้วนรกอยู่ตรงไหน เนื่องจากเราคุ้นกับการคิดแบบ 3 มิติ คือแกน X,Y,Z พอไอน์สไตน์บอกว่ามีแกนที่ 4 คือเวลา (T) ดังนั้นการพูดอะไรเกี่ยวกับระบบเอกภพ หากพูดแค่ 3 มิติ  X,Y,Z  ไม่มีความหมาย ต้องพูดถึงมิติที่ 4 คือเวลาด้วยเสมอ เพราะโลกหมุนรอบตัวเอง ตลอดเวลา แล้วโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ แล้วระบบสุริยะจักรวาลยังเคลื่อนตัวอยู่ในกาแล็กซี่ทางช้างเผือก แล้วกาแล็กซี่ทางช้างเผือกยังเคลื่อนตัวอยู่ในระบบเอกภพ ดังนั้นการจะบอกตำแหน่งจะต้องระบุมิติคือเวลาด้วยเสมอว่า ณ เวลาใด ต้องมีแกน T ด้วยเสมอ ปัจจุบันนักฟิสิกส์ค้นพบ 10 กว่ามิติแล้ว
 z
          
 
          กฎแห่งกรรมมีอยู่จริง แม้เราไม่เห็นโดยตรง แต่เราสามารถตรองโดยอ้อมได้ พระพุทธเจ้า พระองค์ไปพบความจริง พระองค์ไม่ใช้ผู้บัญญัติ แต่พระองค์เป็นผู้ค้นพบ กฎเหล่านี้มีอยู่แล้ว พระองค์ไปค้นพบแล้วมาบอกเรา มาบอกแล้วพระองค์ไม่ผูกขาดความรู้ ว่ามีพระองค์คนเดียวเท่านั้นที่รู้ได้ พระองค์เป็นผู้ชี้แนะเป็นผู้บอกทาง แต่ชาวพุทธต้องปฏิบัติแล้วไปค้นพบพิสูจน์เอง มีผู้ที่มาปฏิบัติธรรมที่พระองค์สอน แล้วไปค้นพบความจริงอย่างที่พระองค์ค้นพบมีเป็นแสนเป็นล้าน นับตั้งแต่ครั้งพุทธกาลจนถึงปัจจุบัน ในครั้งพุทธกาลพระอรหันต์มีหลายชนชั้นด้วยกันตั้งแต่ กษัตริย์ มหาเศรษฐี มหาอำมาตย์ บางท่านเป็นพระราชา เช่น พระมหากัปปินะเป็นพระราชาสละราชสมบัติ ความสุข ความสบาย แล้วออกบวช คนเหล่านี้ไม่มีเหตุจูงใจใดๆที่จะมาหลอกให้เชื่อ จะทิ้งตำแหน่งพระราชา มาบวช ทุกสิ่งที่คนในโลกปรารถนา พระราชามีหมด แต่พระองค์ทิ้งสิ่งเหล่านั้น แล้วก็มาปฏิบัติธรรมจนเข้าถึงความจริง ของโลกและชีวิต เป็นพยานยืนยันตรัสรู้การเข้าถึงธรรมของพระพุทธเจ้าว่าจริง นี่คือความสมบูรณ์พร้อมของพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่ไม่ได้อิงอยู่บนความเชื่อ แต่อิงกับประสบการณ์ที่พิสูจน์ได้ เราแค่ตรองอย่างคนมีปัญญาเห็นที่มาที่ไป ทุกคนสามารถปฏิบัติเข้าถึง เราเองก็สามารถปฏิบัติแล้วเข้าถึงได้ เหมือนกัน หลักปฏิบัติอยู่ในธรรมนิยาม
 
5.ธรรมนิยาม (Law of Cause and effect) ทำสิ่งนี้แล้วจะเกิดผลอย่างนี้ เป็นเหตุและผล

โดยทั้ง 5 กฎนี้จะคลุมทุกอย่างตั้งแต่ใจจนถึงวัตถุ ตั้งแต่วัตถุที่เล็กที่สุดจนถึงใหญ่ที่สุดในสากลจักรวาลทั้งหมดอยู่ในนิยามทั้ง 5 ทั้งสิ้น
 
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่มวลมนุษยชาติค้นพบนั้นจะเกี่ยวเนื่องกับนิยามทั้ง 5 นี้อย่างไร
เป้าหมายของวิทยาศาสตร์คือ วิทยาศาสตร์พยายามทำความเข้าใจกฎธรรมชาติ  เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ตอบสนองความต้องการของมนุษย์ โดยศึกษาในเรื่องพีชนิยามและอุตุนิยามเป็นหลัก จิตตนิยามรู้อย่างผิวเผิน ส่วนกรรมนิยามและธรรมนิยามไม่รู้เรื่องเลย เพราะอย่างนี้ทำให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์กระพร่องกระแพร่ง เพราะไม่สมบูรณ์ ผลลัพธ์คือ 
1.วิทยาศาสตร์จะเน้นหนักไปทางวัตถุ ขาดเรื่องจิตใจและธรรมะ กลายเป็นวัตถุนิยม
2.วิทยาศาสตร์เน้นไปในเรื่องของการวิเคราะห์ (analysis) แยกย่อยไป ขาดการมองภาพรวม 
3.วัตถุที่ตอบสนองความสะดวกสบายของมนุษย์มีมากขึ้น แต่ความสงบสุขทางจิตใจลดลง
 
ทำอย่างไรถึงจะเกิดสุขภาวะและคุณธรรมไปคู่กัน

 
1.ศึกษาทางวิทยาศาสตร์ แต่ให้เกิดความสมดุลระหว่างการวิเคราะห์ (analysis) กับสังเคราะห์(synthesis) มองย่อยลงไปให้เข้าใจรายละเอียดและถอยกลับมามองภาพรวมด้วยเสมอ จะได้หลงไปในกับดักของความรู้รอบตัว หากมองเรื่องพวกนี้ได้จะมีการค้นพบสิ่งใหม่ที่เป็นประโยชน์มากมาย 
2.ศึกษาวิทยาศาสตร์ทางใจควบคู่ไปด้วย โดยการทำสมาธิจะทำให้เข้าใจกฎแห่งกรรมและธรรมนิยาม 
3.อย่าลืมว่าเป้าหมายชีวิตคือ ความสุข วัตถุสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหลาย เป็นเพียงเครื่องมือ ไม่ใช่เป้าหมาย อย่าหลงเอาเครื่องมือมาเป็นเป้าหมายชีวิต

          ไอน์สไตน์เคยกล่าวไว้ว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้”  ใจสบาย แล้วความคิดดีๆจะออกมา เพราะฉะนั้นถ้าใจโปร่ง เบาสบาย จินตนาการจะเกิด ความคิดดีๆจะเกิดขึ้นมา หากทำได้อย่างนี้ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ จะก้าวไปพร้อมกับความสุขและคุณธรรม เราต้องแบ่งเวลาเรียนหนังสือเรียนไป แบ่งเวลานั่งสมาธิ ศึกษาธรรมะ เข้าวัด ปฏิบัติธรรม ทำแบบนี้ 2 อย่างจะสมดุล วัตถุกับจิตใจ ความรู้และคุณธรรมจะไปคู่กัน ชีวิตจะสมดุลและมีความสุข นำไปสู่เป้าหมายว่า วิทยาศาสตร์สามารถก้าวหน้าได้ควบคู่กับสุขภาวะแบบองค์รวมและคุณธรรมอย่างสมบูรณ์ โลกก้าวไกลไปเท่าไร เราจะรู้เท่าทันโลก แล้วอยู่ในโลกได้อย่างมีความสุข ทั้งในภพนี้ ละโลกไปแล้ว จะมีความสุขยิ่งขึ้นในภพหน้า  เพราะเราได้สร้างบุญ สร้างกุศล ละโลกไปเกิดในสุขคติโลกสวรรค์มีความสุขกว่าโลกใบนี้ 


รับชมคลิปวิดีโอพระพุทธศาสนากับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์
ชมวิดีโอพระพุทธศาสนากับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์  MP3 ธรรมะพระพุทธศาสนากับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์   Download ธรรมะพระพุทธศาสนากับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์



Desktop Version Desktop Version    



บทความที่เกี่ยวข้อง
110 ปี คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง110 ปี คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง

พระพุทธศาสนากับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์พระพุทธศาสนากับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์

วันมาฆบูชา 2562 ประวัติความสำคัญ กิจกรรมวันมาฆบูชาวันมาฆบูชา 2562 ประวัติความสำคัญ กิจกรรมวันมาฆบูชา



Home

อ่านธรรมะ

ธรรมะมาแรง

Review รายการ