ภาษาสร้างได้


[ 5 ก.พ. 2562 ] - [ 851 ] LINE it!

ภาษาสร้างได้
         โลกของเรายุคนี้เป็นยุค globalization การรู้ภาษาต่างประเทศ จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นสำคัญในการดำรงชีวิต จะเห็นได้ว่าคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่จะสนับสนุนให้ลูกของตัวเองมีความสามารถในด้านภาษามากกว่าหนึ่งภาษา 
 
เรื่อง : พระครูปลัดสุวัฒนโพธิคุณ (สมชาย ฐานวุฑฺโฒ)
จากรายการข้อคิดรอบตัว ออกอากาศทางช่อง GBN
 
 
การฝึกภาษาได้มากกว่าหนึ่งภาษาไม่ว่าจะเป็นภาษาที่ 2,3,4 ในแง่ของร่างกายมีประโยชน์อะไรบ้าง?
 
          คนที่รู้หลายภาษาจะได้เปรียบกว่า วิธีการทำงานจะดีกว่า การจัดการ ระบบระเบียบต่างๆการจัดสรรเวลาต่างๆพบว่าดีกว่าคนที่รู้ภาษาเดียวเป็นเพราะสมองได้รับการฝึกให้รู้จักแยกและแบ่งเป็นส่วนๆ แล้วยังช่วยป้องกันสมองเสื่อมด้วยมีคนค้นพบว่าถ้าหากเราพูดได้สองภาษาแล้ว การที่จะไปเรียนภาษาที่สามสี่จะง่ายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งความมหัศจรรย์ของสมอง จะเกิดขึ้นตอนที่หลังจากภาษาที่สามเป็นต้นไปเพราะว่าสมองจะปรับเข้าสู่ในโหมดของภาษาสากล โดยสมองจะพยายามเข้าใจโครงสร้างรวมรวม ของแต่ละภาษาแล้วก็มีเครื่องมือให้รองรับกับภาษาใหม่ๆขึ้นมาได้ เราเรียกสิ่งเรานี้ว่า universal language platform คือมันเป็นแพลตฟอร์มภาษาที่มันเป็นภาษาสากลที่สมองเราสามารถที่จะเรียนรู้เพิ่มได้ บางคนพูดได้ 25 ภาษาเพราะว่าสมองได้รับการฝึกตั้งแต่เด็กนั่นเอง
 
คนที่ฝึกหลายหลายภาษา จะสับสน ในการใช้ภาษาหรือไม่ อย่างเช่นพูดไทยอังกฤษผสมกันอย่างละคำ?
 

          เป็นคำถามที่ผู้ปกครองหลายคนกำลังกังวลกัน ว่าเดี๋ยวเด็กจะสับสนให้เรียนภาษาเดียวก่อนแต่ความจริงแล้วในช่วงแรกเด็กถ้าเกิดว่าได้รู้สองภาษาพร้อมกันตั้งแต่เกิด เด็กเขาจะใช้เวลาในการวิเคราะห์ภาษาช้าหน่อยจะเก็บข้อมูลนานหน่อย กว่าจะพูดได้ ในช่วงแรกก็อาจจะเอาภาษาสองภาษามาปนกันในหนึ่งประโยค แต่สุดท้ายแล้วเด็กจะสลับภาษาของเขาเองได้ เช่นพูดไทยกับพ่อพูดจีนกับแม่ พูดไทยกับแม่พูดอังกฤษกับพ่ออย่างนี้เป็นต้น แล้วก็ไม่มีการสลับกันเลย เพราะว่าสมองมีระบบชัดเจนว่า ถ้าฉันจะติดต่อกับคนนี้ฉันจะต้องพูดภาษานี้ พูดกับคนนี้ เพื่อความเข้าใจจะต้องพูดภาษาหนึ่ง
 
ควรจะฝึกให้เรียนรู้ภาษาที่สองตั้งแต่อายุเท่าไหร่?
 

          ต้องฝึกตั้งแต่อยู่ในท้อง หรืออายุสูงสุด ที่จะทำได้คือไม่เกินเจ็ดขวบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 3 เดือนสุดท้ายก่อนจะคลอด เป็นช่วงที่สมองเตรียมพร้อมที่จะฟังสิ่งต่างๆ รอบข้างตัว ถ้าพ่อแม่คุยกับลูกในท้องบ่อยๆ ด้วยภาษาอะไรก็ตาม ลูกจะจับสำเนียงนั้นได้ และเวลาคลอดออกมาถ้ามีโอกาสได้ฟังคนพูดหลายหลายภาษา การฝึกก็จะง่ายขึ้น แล้วก็หลังจากเจ็ดขวบแล้วก็จะยากขึ้น แต่ถ้าเกิดเรามาฝึก ภาษาที่สองตอนที่โตแล้วหลังจากเจ็ดขวบ บางทีก็อาจจะมีการต่อต้านสับสนได้นะครับเรื่องภาษา แต่ถ้าเขาได้รู้สองภาษาตั้งแต่ต้นๆทางเลยนะ ตั้งแต่อยู่ในท้องแล้วก็เกิดมาเลย ได้ฟังทั้งสองสำเนียงพร้อมพร้อมกันแล้วสุดท้ายเขาจะพูดได้สองภาษาจริงๆ
 
มีวิธีอย่างไรที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่ฝึกลูกให้คล่องในภาษาที่ 2?
 
 

          1. ฝึกตั้งแต่อยู่ในท้อง คือการพ่อแม่คุยกันในครอบครัวเราคุยด้วยภาษาหนึ่งอยู่แล้ว คือภาษาไทย หรือประเทศอื่น ก็ภาษาอื่น แล้วใส่ภาษาอื่นเข้าไปอย่างเช่นเราอยากให้เขาได้ฟังเพลง เปิดการ์ตูน เป็นต้น ที่เป็นภาษาต่างประเทศภาษาอังกฤษก็ได้ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่นก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเราอยากให้เขาคุ้นเคยกับท่วงทำนองของภาษาไหน ที่เราจะสร้างสองภาษา เราเปิดอีกภาษาหนึ่งให้เขาฟังตั้งแต่อยู่ในท้องเลย 

          2. การฝึกก็คือว่า ให้หนึ่งคนหนึ่งภาษา เช่นถ้าพ่อจะพูดภาษาอังกฤษกับลูก แม่ก็ให้พูดภาษาไทย ไม่ใช่สลับไปสลับมา แล้วไม่ต้องแปล เช่น สมมุติว่าแมวมา แม่ก็จะบอกว่าแมวลูก พ่อก็จะบอก this cat คือให้พูดไปอย่างนี้เลย เป็นธรรมชาติไปเลยสองอันคู่กันไปเลยสุดท้ายลูกเขาจะรู้เอง โดยที่เราไม่ต้องไปแปลว่า แคท แปลว่า แมว เบิร์ด แปลว่า นก เพราะว่าเขาได้ยินแบบนี้มา สองเส้นทาง พร้อมกัน แล้วก็พ่อก็พูดคอยพูดกับลูก แม่ก็คอยพูดกับลูก คนละภาษา

          3. พูดภาษาที่สองที่บ้าน เพราะเวลาเด็กไปเจอกับญาติผู้ใหญ่ต่างๆ ก็ต้องใช้ภาษาถิ่น(ภาษาไทย) เราพูดภาษาที่สองเช่น ภาษาญี่ปุ่น ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ แล้วแต่เราพูดไปจนโตเลย ถ้าต้องการให้พูดสำเนียงถูกต้อง ตัวพ่อแม่เองต้องพูดสำเนียงถูกต้องด้วย
 
พ่อแม่บางคนไม่ได้เก่งภาษา ทำอย่างไรสามารถฝึกทักษะภาษา เพื่อจะไปสอนลูกได้?
 

          การเรียนภาษาสำหรับผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่มีความสามารถที่จะเรียนภาษาได้ แล้วสามารถจะเรียนภาษาที่สองได้ภายในหกเดือน คราวนี้หลักง่ายๆ คือ 
          1. เรียนภาษาให้เหมือนเด็กเรียน เน้นความเข้าใจไม่ได้เน้นโครงสร้าง จับใจความจับความเข้าใจ สิ่งที่จะต้องสร้างก็คือคำศัพท์นั่นเอง ตั้งเป้าเอาไว้เลยว่าภายในหนึ่งสัปดาห์แรก เราจะต้องได้ศัพท์ใหม่ 200 คำ เพราะว่าศัพท์ 200 คำจะพูดใช้ในชีวิตประจำวันได้ ระดับหนึ่งแล้ว แล้วก็ภายในหนึ่งเดือนได้ 1000 คำถ้า 1000 คำ จะประมาณ 60 ถึง 70% ของการใช้ภาษา ของตลอดชีวิตแล้ว เพราะฉะนั้นเรียกว่าภาษาในชีวิตประจำวันหนึ่งเดือนพูดได้แล้ว แล้วสื่อสารได้ ใช้ภาษามือร่วมด้วย ทำเหมือนกับเด็กที่เขาพยายามคุยกับพ่อแม่บอกความต้องการของตัวเอง แล้วใช้วิธีนั้นเหมือนกัน

          2. เวลาฟัง ให้ฟังเหมือนกับพ่อแม่ฟังการสื่อสารของลูก คือลูกเขาพยายามคุยกับพ่อแม่ด้วยน้ำเสียงอ้อแอ้ๆ แต่ทำไมพ่อแม่ถึงเข้าใจลูกว่าลูกต้องการอะไร ความจริงก็คือจากสายตา แววตา ปาก มือ แล้วก็ใจที่พยายามจะสื่อออกมานั่นเอง

          3. เรื่องคำศัพท์นั่นเอง เริ่มจากคำศัพท์ เดี่ยวๆ โดดๆ นก สุนัขแมว หมา อะไรต่างๆอย่างนี้ เริ่มจากอะไรเหล่านั้น พอได้ซัก 100 คำ ก็เริ่มเป็นผสมกัน คำผสมเช่น stand up, sit down จากพูดทีละคำ ทีละวลี จากวลีเป็นประโยค เป็นประโยคที่เต็มรูปประโยคไป จากประโยคสั้นสั้น เช่น อันนี้คืออะไร เช่น What is this? เพราะฉะนั้นมันก็เริ่มพัฒนาจากตรง ตัวเราก็เหมือนกันเราก็เรียนไปพร้อมกับลูกก็ได้ แต่วิธีการที่จะทำให้เกิดความชัดเจนในรูปแบบของการพูดเราต้องไปเรียนพวก pronunciation ซึ่งถ้าใครไม่มี มีแอพพลิเคชั่นอยู่แล้วอินเตอร์เน็ต เวลาดูแอพพลิเคชั่น อย่าฟังแต่เสียง ให้ดูที่มีหน้าด้วย แล้วก็ฟังพูดออกมาด้วย เรียนภาษาให้เหมือนเรียนโยคะ เรียนแบบปากด้วย ภาษาเป็นเรื่องของการเลียนแบบ เด็กเขาเลียนแบบในสิ่งที่เขาเห็นนะครับเขาเห็นพ่อพูด แม่พูดเขาก็เลยเลียนแบบ
 
บรรยากาศในการเรียนภาษาสอนภาษากับลูกควรจะเป็นอย่างไร?
 

          การเรียนภาษาเป็นเรื่องของความบันเทิง ไม่มีเรื่องของบังคับ เพราะว่าถ้าบังคับไปแล้ว ก็ไม่ใช่ภาษา คือเด็กเขาดีใจที่เขาได้คุยกับพ่อแม่ได้สำเร็จ แล้วก็มีการชื่นชม แม้รอบข้างให้เขามีแรงบันดาลใจที่จะพูดภาษา เขาก็พูดได้โดยไม่ได้ไปเรียนที่ไหนเลย การเรียนหลังจากที่เขาพูดได้เท่านั้น ดังนั้นการพูดเองมันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะสื่อสารกัน สมองเราเตรียมตัวไว้แล้วขอเพียงแต่ว่าเราตั้งเป้าแล้วก็วางแผนไปแบบธรรมชาตินั่นเอง
 
          ทันธรรม โดยพระครูปลัดสุวัฒนโพธิคุณ 
          ในโลกยุคปัจจุบัน ที่การเดินทางไปมาหาสู่กันเป็นไปอย่างกว้างขวางเทคโนโลยีการสื่อสารสะดวกมาก มีนักท่องเที่ยวจากประเทศต่างๆเดินทางมาประเทศไทยปีหนึ่งหลาย 10 ล้านคน นับวันก็มากขึ้นเรื่อยๆ ภาษายิ่งมีความจำเป็นมากขึ้น คนที่ภาษาดีจะได้เปรียบมากในการทำงาน หลายๆ บริษัทก็เริ่มจะให้ภาษาอังกฤษกลายเป็นภาษากลางของบริษัท 

          คนไทยเราก็เรียนภาษาอังกฤษมากันทุกคน คนละหลายปี แต่เหมือนเรียนแล้วเอาไว้สอบ สอบเสร็จแล้วเอาไว้ลืม เมื่อเรารู้ภาษาจำเป็นแล้วมีผลดีต่อทั้งธุรกิจการงาน ต่อสุขภาพของเรา ทำอย่างไรจะฝึกภาษาให้เก่งหลายๆ ภาษา ขอแบ่งเป็น 2 กรณีคือ 
 

          1.ฝึกตั้งแต่เด็ก โดยคุณพ่อคุณแม่ หรือคุณครูฝึกลูกหลานให้เก่ง หากเด็กที่เกิดมาแล้วอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีภาษาอื่นอยู่ด้วยจะมีประโยชน์มาก ในเรื่องการฝึกภาษา เด็กบางคนโตมาพูด 2-3 ภาษาได้แบบเป็นธรรมชาติเหมือนภาษาไทยเลย เพราะคนใกล้ๆ ที่เด็กคุ้นเคย เช่น พ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่หรือพี่เลี้ยงเด็ก เป็นคนพูดภาษาอื่นเด็กจึงซึมซับภาษาเหล่านั้นมาด้วย เช่น มีเด็กอเมริกาคนหนึ่งอายุ 17 ปี พูดได้ 23 ภาษา เพราะสมองคนเราพอได้ 2-3 ภาษาแล้ว เซ้นต์เรื่องภาษาจะเริ่มได้ ถึงคราวเรียนภาษาอื่น จะง่ายขึ้นเพราะมีโครงสร้างทางภาษาอยู่แล้วเรียกว่า universal language platform เกิดขึ้นในสมอง แล้วภาษาบางภาษาก็มีความใกล้กัน เพราะฉะนั้นรู้ภาษาหนึ่งภาษาอื่นก็จะง่ายขึ้น ยิ่งเรารู้โครงสร้างภาษาที่มีไวยากรณ์ต่างกัน หลายภาษาสมองเรายิ่งมีการปรับตัวมากขึ้น ดังนั้นอย่าไปห่วงว่าเดี๋ยวจะหนักจะเหนื่อยเกินไปเขาจะใช้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ 
 

          2.ส่วนตัวเราเองที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว ถ้าต้องการฝึกภาษาต่างประเทศให้เก่ง เอาไวยากรณ์ให้แน่น แล้วก็ท่องคำศัพท์ให้ได้ แล้วก็อ่านเยอะๆฟังเยอะๆ ได้คนท้องถิ่นที่เป็นเจ้าของภาษาให้เขาช่วยปรับสำเนียงให้ เพื่อให้ออกเสียงได้ถูกต้อง จะได้สื่อสารกับเจ้าของภาษา ฟังแล้วรู้เรื่องก็จะทำให้เราเองใช้ภาษานั้นได้สมบูรณ์มากขึ้น ภาษาใหม่ใช้เวลา 1 ปีจะพอสื่อสารได้ หากเป็นภาษาที่มีพื้นอยู่บ้างแล้วอย่างภาษาอังกฤษถ้าเอาจริงเอาจังเวลา 6-9 เดือน จะสื่อสารได้แบบคล่องแคล่วอ่านได้แบบกว้างขวางมากพอสมควร แล้วเราจะพบว่าเราพัฒนาศักยภาพที่สำคัญ ภาษาสร้างได้ไม่ยากเกินไปถ้าเอาจริง
 

รับชมคลิปวิดีโอภาษาสร้างได้ : ทันโลกทันธรรม
ชมวิดีโอภาษาสร้างได้ : ทันโลกทันธรรม   Download ธรรมะภาษาสร้างได้ : ทันโลกทันธรรม






Desktop Version Desktop Version    



บทความที่เกี่ยวข้อง
ความรักจากความร้ายความรักจากความร้าย

คนที่ใช่ในเวลาที่ถูกคนที่ใช่ในเวลาที่ถูก

นวัตกรรมเปลี่ยนโลก นวัตกรรมเปลี่ยนโลก



Home

อ่านธรรมะ

ธรรมะมาแรง

ทันโลกทันธรรม